สารจากประธานกรรมการ

สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีทั่วโลกเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องจากภาวะอุปทานส่วนเกิน ความผันผวนของราคาพลังงานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการค้าและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่กระทบภาคการส่งออก ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังมีความเปราะบางจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งจำกัดกำลังซื้อและการบริโภค นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ต้องเผชิญกำลังการผลิตใหม่จำนวนมาก ท่ามกลางอุปสงค์ที่ชะลอตัว ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์และส่วนต่างกำไรถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ตระหนักว่าความท้าทายดังกล่าวมิใช่เพียงวัฏจักรธุรกิจ หากแต่เป็น “บริบทใหม่ของอุตสาหกรรม” ที่ต้องอาศัยการกำกับดูแลเชิงรุก การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างรอบคอบ และวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสถียรภาพทางการเงิน และการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กรอบกลยุทธ์ “4R”
ในปี 2568 บริษัทฯ กำหนดกรอบกลยุทธ์ “4R” เป็น Roadmap หลัก ระยะเวลา 5 ปี โดยจัดลำดับความสำคัญตามช่วงเวลาอย่างชัดเจน เพื่อเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะสั้น ยกระดับขีดความสามารถธุรกิจหลักในระยะกลาง สร้างการเติบโตของธุรกิจใหม่ในระยะยาว การบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร พร้อมปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับทิศทางธุรกิจใหม่ ภายใต้บริบทอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ระยะสั้น : Recapitalize - เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย ควบคู่กับการปรับพอร์ตสินทรัพย์ โดยจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เพื่อนำเงินทุนกลับมาเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน ลดภาระต้นทุนทางการเงิน และรองรับการลงทุนที่สร้างมูลค่าในอนาคต
ในปี 2568 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขายหุ้นกู้รวมถึงหุ้นกู้ดิจิทัล รวมมูลค่า 11,000 ล้านบาท ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินและทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน อาทิ การจำหน่ายหุ้นร้อยละ 40 ในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHAIER) ให้แก่บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (WHAID) มูลค่า 896 ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2569
สำหรับธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน บริษัทฯ มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีศักยภาพผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ อาทิ การจำหน่ายที่ดินภายในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซีประมาณ 32 ไร่ และการบริหารจัดการให้เช่าที่ดินจำนวน 716 ไร่ ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้แก่บริษัท ไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์จำกัด (IRPCCP) เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 74.88 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 30 ปี ซึ่งช่วยสร้างรายได้และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังบริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพด้วยการใช้ที่ดินในการร่วมทุน ผ่านโครงการพัฒนาโรงพยาบาลและศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพในจังหวัดระยอง เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ระยะกลาง : Revitalize - ยกระดับศักยภาพธุรกิจหลัก
บริษัทฯ เดินหน้าโครงการ Performance Uplift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรผ่านการปรับกระบวนการทำงาน (Rationalization) และบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต 2. การยกระดับการบริหารจัดการภายในโรงงาน 3. การปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งสามารถสร้าง EBITDA ที่มาจากโครงการนี้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงการดำเนินโครงการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและการดักจับคาร์บอน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 โดยที่ยังคงความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
ธุรกิจปิโตรเลียม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 และน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 รองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน พร้อมดำเนินกลยุทธ์ “Domestic First” เพื่อเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศ ควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด
ธุรกิจปิโตรเคมี เร่งปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 60 ภายในปี 2573 โดยในปี 2568 สามารถเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 40 ของยอดจำหน่ายทั้งหมด และเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการผลิตภัณฑ์พิเศษเพิ่มเติมในปี 2569 เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลกภายใต้แนวคิด Re-material เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
ธุรกิจท่าเรือ มุ่งเสริมศักยภาพท่าเรือเทกองที่มีอยู่เดิม รองรับสินค้ามูลค่าสูง และยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ในอนาคต
ระยะยาว : Reinvent - สร้างแหล่งรายได้ใหม่สู่การเป็น Solution Provider
บริษัทฯ ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจมูลค่าเพิ่ม โดยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตสู่การเป็น “Solution Provider” ที่ไม่เป็นเพียงผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า แต่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาควบคู่กับการบริการ เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้าและคู่ค้าแบบครบวงจร
ปี 2568 บริษัทฯ ร่วมมือกับบริษัท เบเยอร์ จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบสำหรับโครงสร้างเหล็กในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ โรงกลั่น โรงงานปิโตรเคมี สนามบิน ท่าเรือ และสะพาน ซึ่งสามารถยืดอายุการใช้งานโครงสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรเปิดตัว “Graphenix x KleanTeQ” นวัตกรรมสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Textile) ที่ผสานเทคโนโลยี Graphene Ink ของบริษัทฯ สะท้อนศักยภาพการต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจปลายน้ำ และขยายตลาดสู่ผู้บริโภคในอนาคต
ระยะสั้น-ระยะยาว : Reframe - สร้างคน
บูรณาการความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับทิศทางธุรกิจใหม่
ความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และคุณค่าต่อสังคม บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและเข้มแข็ง พร้อมขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ From Wastes to Walk ร่วมกับบริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด (EPP) ส่งมอบแผ่นพลาสติก PP รีไซเคิลคุณภาพสูงให้แก่มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สำหรับผลิตอุปกรณ์เสริมร่างกายเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและคนพิการ และโครงการ We Care by IRPC ที่ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมกับพันธมิตรธุรกิจและกลุ่ม ปตท.
ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับประเทศและสากล อาทิ การเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 รางวัล SET Awards 2025 ด้านนวัตกรรมจากผลงาน PTFE/SAN Core-Shell รายแรกของไทย รางวัล Thailand Energy Awards 2025 จากโครงการ Digitalization การได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยในระดับดีเลิศต่อเนื่องเป็นปีที่ 17และการเป็นองค์กรเอกชนรายแรกและรายเดียวที่ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนระดับ Gold ติดต่อกัน 2 ปี (ประจำปี 2567-2568) เป็นต้น
คณะกรรมการบริษัทเชื่อมั่นว่า ภายใต้วินัยทางการเงินที่เข้มแข็งการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และการปรับโครงสร้างธุรกิจเชิงรุก บริษัทฯ จะไม่เพียงสามารถผ่านพ้นความผันผวนของอุตสาหกรรมได้ หากแต่จะวางรากฐานสู่การเป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง และสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอย่างมั่นคงและยั่งยืน