สารจากคณะกรรมการ

“ภายใต้วิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ ของกลุ่มไออาร์พีซี บริษัทฯ ได้วางเป้าหมายที่ท้าทายทั้งด้านการเงินและความยั่งยืน คือ กำหนด EBITDA ที่ 35,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 จากแผนธุรกิจ ภายในปี 2573”

นายกฤษณ์ อิ่มแสง
ประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังคงมีความ ไม่แน่นอนในปี 2564 ทั้งระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ภาคประชาชน และภาคการผลิตในแทบทุกอุตสาหกรรมต่างได้รับผลกระทบจากการ แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง แม้กลุ่มประเทศ เศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และจีน พยายามรับมือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างดี แต่ก็ยังต้องเผชิญกับ สายพันธุ์ใหม่ เช่น เดลต้า หรือโอไมครอน ที่แพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ ทั่วโลกที่อยู่ระดับสูง และราคาน้ำ มันดิบปรับขึ้นจากปี 2563 เป็น ผลให้ราคาเฉลี่ยน้ำ มันดิบดูไบอยู่ที่ 69 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2564

จากเหตุต่างๆ ดังกล่าว รวมถึงการพัฒนาเศรษฐศาสตร์มหภาคใน ระดับโลก หรือ Megatrend ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำ เนิน ธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบต่างๆ ที่มีผลต่อทิศทาง การดำ เนินธุรกิจอย่างมีนัยสำ คัญ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์รักษา ความสามารถในการแข่งขัน และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ รวดเร็ว โดยได้กำ หนดวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรใหม่ให้สอดรับ ทิศทางการดำ เนินธุรกิจในอนาคต ที่เสริมสร้างความมั่นคงและ ยั่งยืนตามหลักการของสหประชาชาติ (SDGs) ตลอดจนสร้าง ความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างสรรค์นวัตกรรม การใช้วัสดุและพลังงานเพื่อชีวิตที่ลงตัว” และพันธกิจ “ยกระดับ คุณสมบัติ ประสิทธิภาพการใช้วัสดุภัณฑ์และพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคต”

นอกจากนี้ ภายในปี 2573 บริษัทฯ ยังกำหนดเป้าหมายในเชิง ปริมาณทั้งด้านการเงินและความยั่งยืนโดยตั้งเป้าหมายตัวเลข EBITDA ที่ 35,000 ล้านบาท และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ลดลงร้อยละ 20 จากแผนธุรกิจ ซึ่ง คาดหวังการสร้างสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่มมากขึ้นแต่ยังคง รักษาความแข็งแกร่งในธุรกิจปัจจุบัน

บริษัทฯ กำหนดกรอบการดำ เนินกลยุทธ์และทิศทางการดำ เนิน ธุรกิจ ซึ่งมุ่งเน้นให้องค์กรเข้มแข็งจากภายใน (Core Uplift) มี การพัฒนาขยายธุรกิจหลักที่มีจุดแข็งและความเชี่ยวชาญต่อไปยัง ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ (Adjacent Business) ตลอดจนแสวงหา ธุรกิจใหม่ (Step Out Business) เพื่อผลักดันให้บริษัทฯ เติบโต ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจข้างต้น สู่การเป็นบริษัทนวัตกรรมวัสดุและ พลังงานอย่างยั่งยืน ผ่านการดำ เนินงานและโครงการต่างๆ ในปี 2564 อาทิ การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เกรดพิเศษร้อยละ 20 และ การขยายตลาดสู่ธุรกิจด้านสุขภาพและอนามัย เป็นต้น

โดยบริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการคิดค้นพัฒนาและผลิต นวัตกรรมเม็ดพลาสติกทางการแพทย์ พีพี เมลต์โบลน ซึ่งเป็น วัตถุดิบในการผลิตผ้าเมลต์โบลนที่มีคุณสมบัติการกรองอนุภาค ขนาดเล็ก ฝุ่น PM 2.5 และเชื้อโรค เป็นรายแรกของประเทศ รวมถึง การเข้าสู่ตลาดนวัตกรรมทางการเกษตรยกระดับชีวิตเกษตรกรไทย ด้วยซิงค์ออกไซด์นาโน (ZnO NANO) การลงทุนเพื่อพลังงานสะอาด โครงการ Ultra Clean Fuel (UCF) เพื่อสอดรับกับมาตรฐานน้ำมัน ดีเซล Euro 5 ของภาครัฐ โดยคาดว่าจะสามารถผลิตเชิงพาณิชย์ ได้ในปี 2567

ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลให้สามารถ บริหารงานอย่างคล่องตัว นำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่ดีสอดรับกับ วิสัยทัศน์และการเติบโตของบริษัทฯ ผ่านโครงการ NOAH (New Organization Agile Human) ตลอดจนการนำระบบดิจิทัลและ เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ทั่วทั้งองค์กร (Robotic Process Automation (RPA) with Automation Anywhere) ในกระบวนการ ทำงานด้านการเงินเพื่อช่วยให้ธุรกิจพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง มากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งขั้นของการเดินหน้าบนเส้นทาง IRPC 4.0 ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ

“ด้วยการดำเนินงานอย่างมุ่งมั่นทุ่มเท ท่ามกลางวิกฤตและสถานการณ์ ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิถึง 14,505 ล้านบาท รวมทั้งได้รับ รางวัลต่าง ๆ จากการดำเนินงาน ภายใต้กรอบความยั่งยืน โปร่งใส และตรวจสอบได้”

นายชวลิต ทิพพาวนิช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทฯ คือร่วมมือทางธุรกิจกับ ปตท. จัดตั้ง บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด สร้างโรงงานผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown เพิ่มความ มั่นคงและแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการ แพทย์และสาธารณสุขของประเทศ นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญ ที่บริษัทฯ พร้อมปรับเปลี่ยนการดำเนินงานธุรกิจเพื่อรับมือความ ท้าทายในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ในรูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) จัดสร้าง ห้องปฏิบัติการกลาง “วชิรแล็บเพื่อสังคม” เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทยและ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้บริการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุด PPE ชุดกาวน์ เป็นต้น

ด้วยสถานการณ์ที่ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กอปรกับแนวทางและกลยุทธ์ธุรกิจที่จะ เติบโตคู่ไปกับสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืน บริษัทฯ ได้ประกาศเดินหน้า ขับเคลื่อนองค์กรผ่านวิกฤตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกิด ประโยชน์กับทุกชีวิตและสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ “We Care by IRPC” โดยร่วมกับภาครัฐ กลุ่ม ปตท. เครือข่ายพันธมิตรคู่ค้าและลูกค้า ร่วมระดมความคิดและใช้ความเชี่ยวชาญ ส่งมอบความช่วยเหลือ ในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมเตียงสนามจาก เม็ดพลาสติกชนิดพิเศษให้แก่โรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย รวมถึง มอบผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ฌาปนสถานทั่วประเทศ การช่วย สนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ ล็อคดาวน์ และบรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์การแพร่ระบาด ผ่านโครงการ “อิ่มอกอิ่มใจ หนึ่งร้าน...ร้อยอิ่ม” เป็นต้น

ภายใต้การดำเนินงานอย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท ท่ามกลางวิกฤตและ สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา ภาษี และดอกเบี้ย 26,961 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 14,505 ล้านบาท จากผลการดำเนินงาน และการดำเนินกลยุทธ์ภายใต้กรอบความยั่งยืน การดำเนินงานมี ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับคัดเลือกเป็น สมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ติดต่อกันเป็นปีที่ 8

ในปี 2564 บริษัทฯ ได้รับความสำเร็จในหลายแง่มุม โดยมีรางวัล มากมายเป็นเครื่องพิสูจน์ อาทิ รางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบ ด้านสิทธิมนุษยชนติดต่อกันถึง 3 ปี (ปี 2562-2564) รวมถึง รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Awards) และรางวัล Sustainability Awards of Honor ภายใต้งาน SET AWARD ประจำปี 2021 เช่นเดียวกับที่บริษัทฯ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน “หุ้นยั่งยืน” หรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) ติดต่อกันถึง 7 ปีซ้อน และรางวัลอื่นๆ จากหลากหลายสถาบัน เป็นดังกระจกสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เป็นองค์กรที่มี ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ยึดหลักบรรษัทภิบาล คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติของภาค ธุรกิจที่พึงกระทำและตระหนักไว้ นอกเหนือจากการคำนึงผลกำไร หรือผลประกอบการที่ดีแต่เพียงเท่านั้น

คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และสนับสนุนการดำ เนินธุรกิจของ บริษัทฯ อย่างดียิ่งมาโดยตลอด บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเท ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อวางรากฐาน ธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงตามหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนเสริม สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่าง เป็นธรรม ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าทั้งทางธุรกิจและคุณค่าแก่ สังคมให้เติบโตก้าวหน้าร่วมกันอย่างยั่งยืนและสมดุลต่อไป

logo
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)